Royal Experience at the Sea

หากพูดถึงเรือสำราญล่องมหาสมุทร หลายคนคงนึกถึง Princess Cruises ที่ให้บริการในหลายเส้นทางทั่วโลก และหนึ่งในเรือที่โดดเด่นของ Princess Cruises คือ เรือแฝดอย่าง Royal Princess และ Regal Princess ที่พาท่องเที่ยวในเส้นทางแคริบเบียนและยุโรปเป็นหลัก และได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในเรือยอดนิยมมากที่สุด แถมยังมีรางวัลจากสถาบันการท่องเที่ยวต่างๆ เป็นเครื่องการันตีความฮ็อตของเรือด้วย โดยเฉพาะเรื่องขนาดความกว้างใหญ่ของตัวเรือ โถงส่วนกลางอันหรูหรา และสปาที่บริการเป็นเลิศ



Royal Princess และ Regal Princess เป็นเรือขนาดใหญ่มาก มีระวางขับน้ำถึง 141,000 ตัน และมีความยาวถึง 1,083 ฟุต ความสูง 217 ฟุต รองรับผู้โดยสารได้ถึง 3,560 คน พร้อมพร้อมพนักงานอีก 1,346 คนที่คอยบริการผู้โดยสาร 24 ชั่วโมง เป็นเรือสไตล์โมเดิร์นที่มาพร้อมเทคโนโลยีทันสมัย สร้างโดย Fincantieri บริษัทพัฒนาเรือสำราญชื่อดังระดับโลก ในประเทศอิตาลี โดยเรือแฝดสองลำนี้ถือเป็นเรือรุ่นใหม่ที่ได้รับการปรับปรุงบริการต่างๆ ให้เข้ากับไลฟสไตล์ของคนรุ่นใหม่มากขึ้น



ผู้โดยสารต่างรอถ่ายรูปเรือ Royal Princess หนึ่งในเรือล่องสมุทรที่ใหญ่ที่สุดของ Princess Cruises ช่วงเรือกำลังเทียบท่า


เรือออกเดินทางสู่กลางมหาสมุทรแล้ว วิวแบบนี้ไม่ได้หาดูกันได้ง่ายๆ

นอกจากความอลังการของตัวเรือ Royal Princess ยังพิเศษกว่าใคร เพราะเคต มิดเดิลตัน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ เสด็จร่วมงานพิธีเปิดตัวเรืออันยิ่งใหญ่ด้วยพระองค์เอง ในปี 2013 พร้อมทั้งประทานชื่อ Royal Princess ให้แก่เรืออีกด้วย ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในเรือแห่งประวัติศาสตร์ที่ควรจะลองไปท่องเที่ยวด้วยสักครั้งในชีวิต



 เคต มิดเดิลตัน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์เสด็จมาตัดริบบิ้นและประทานชื่อด้วยพระองค์เองงานพิธีเปิดตัว Royal Princess ยิ่งใหญ่อลังการไม่แพ้ตัวเรือ

ลองเดินสำรวจในส่วนของห้องพักบนเรือกันก่อน มีห้องพัก (cabin) ทั้งหมด 1,780 ห้อง เป็นห้องแบบมีระเบียงให้ชมวิวทะเลแบบเต็มตาถึง 1,438 ห้อง แถมยังมีห้องพักสำหรับผู้พิการที่มากับรถเข็นอีก 36 ห้อง มีทั้งห้อง Suite with Balcony ห้องพักสุดหรูที่กว้างตั้งแต่ 440-682 ตารางฟุต ระเบียงส่วนตัวขนาดใหญ่ตั้งแต่ 83-338 ตารางฟุต พร้อมที่นั่งชมวิวทะเลได้ประมาณ 4 คน ข้างในห้องมีเตียงนอนขนาดควีนไซส์ แบ่งพื้นที่นั่งเล่นเป็นสัดส่วน มีโซฟาเบด โต๊ะทำงาน ตู้เสื้อผ้าแบบ walk-in-closet และห้องน้ำที่มีอ่างอาบน้ำในตัว พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบทุกอย่างเหมือนอยู่ในโรงแรมห้าดาว อย่าง มินิบาร์ โทรทัศน์จอแบนขนาด 42 นิ้ว 2 เครื่อง พร้อมเคเบิลและเครื่องเล่น DVD และคลังแผ่นหนัง ตู้เย็น ในขณะที่ห้อง Premium Mini-Suite with Balcony มีสิ่งอำนวยความสะดวกน้อยกว่า แต่มีพื้นที่นั่งเล่นและระเบียงส่วนตัวเช่นเดียวกัน


 ห้องแบบ Premium Mini-Suite with Balcony กว้างขวางนอนสบาย มีพื้นที่นั่งเล่นติดระเบียง ดูวิวทะเลได้ตลอดเวลา

ห้องที่มีขนาดเล็กลงมานิดนึงคือ ห้อง Mini-Suite กว้างราวๆ 299 ตารางฟุต มีระเบียงใหญ่ประมาณ 41 ตารางฟุต พักผ่อนสะดวกสบายได้ไม่แพ้ห้องแบบ Suite เพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเหมือนกัน อีกห้องที่น่าพักเช่นเดียวกัน คือ Premium Deluxe Balcony ที่กว้าง 233 ตารางฟุต มีระเบียงส่วนตัว พร้อมโซฟาเบดสำหรับนอนพักได้อีกคน บางห้องประเภทนี้มีเตียงเสริมที่สามารถดึงลงมานอนเพิ่มได้อีกคนด้วย ส่วนห้องแบบ Deluxe Balcony กว้างประมาณ 233 ตารางฟุต และระเบียงในตัวที่ใหญ่เท่ากับห้องแบบ Mini-Suite มีสิ่งอำนวยความสะดวกเหมือนห้องแบบ  Premium Deluxe Balcony สำหรับคนที่อยากได้ห้องพักที่เล็กลงมาหน่อย แนะนำห้อง Balcony ที่กว้าง 222 ตารางฟุต มีระเบียงในตัว และห้อง Interior ที่มีขนาดตั้งแต่ 166-175 ตารางฟุต ซึ่งเป็นห้องแบบไม่มีระเบียง แต่พักผ่อนได้แบบสบายๆ เช่นกัน


ห้องแบบ Deluxe Balcony กว้างประมาณ 233 ตารางฟุต และระเบียงในตัวที่ใหญ่เท่ากับห้องแบบ Mini-Suite

ไม่ว่าจะเลือกพักในห้องโดยสารแบบไหน ทุกคนจะได้ใช้บริการดาดฟ้าเรือกลางแจ้งหรือ deck ที่มีให้นั่งชิลล์ถึง 19 ชั้น โดยแต่ละจุดมีพื้นที่กว้างขวาง เดินเล่นรับลมได้สบาย ทำให้เราได้เปลี่ยนบรรยากาศตลอดทั้งทริปเลย ปกติแล้วส่วนของดาดฟ้าเรือนี้ จะมีผู้โดยสารมานั่งกันเยอะมาก เพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการพักผ่อนหลากหลายแบบ ทั้งสระว่ายน้ำกลางแจ้ง ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเรือลำอื่นๆ และเราจะเห็นแขกมานั่งอาบแดดอุ่นๆ รับลมทะเลเย็นๆ หรืออ่านหนังสือ จิบค็อกเทล สบายๆ ริมสระ พร้อมชมวิวทะเลแบบพาโนรามาไปด้วย หลายคนมานั่งกินอาหารมื้อว่างอย่างพิซซ่า เบอร์เกอร์ ฮ็อทด็อก และของหวานที่ไอศกรีมบาร์ ซึ่งบริการฟรีที่บนดาดฟ้านี้เลย



สระว่ายน้ำแบบเอาท์ดอร์บนดาดฟ้าเรือ Royal Princess เป็นสระน้ำที่ใหญ่กว่าเรือลำอื่นๆ

หรือจะนั่งพักผ่อนแบบสบายๆ ที่ The Sanctuary เลาจน์ที่เป็นสปาแบบเอาท์ดอร์ มีบริการทั้งเครื่องดื่มและอาหารว่างเบาๆ ที่เป็นเมนูพิเศษสำหรับคนรักสุขภาพโดยเฉพาะ ซึ่งพื้นที่ตรงส่วนนี้จะมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น



ใครที่อยากได้ความเป็นส่วนตัวและหลบร่มกันสักหน่อย นั่งพักผ่อนแถว The Sanctuary ก็ได้
มีสปาแบบเอาท์ดอร์ให้บริการด้วยนะ นวดไปรับลมทะเลไป เคลิ้มหลับแน่นอน

ช่วงกลางคืน บริเวณสระว่ายน้ำจะถูกเปลี่ยนเป็น Movies Under the Stars โรงหนังกลางแจ้งที่สวยที่สุดในโลก เพราะล้อมรอบไปด้วยทะเลและอยู่ใต้หมู่ดาว ฉายหนังดัง คอนเสิร์ต หรือฟุตบอลแมทช์สำคัญให้ดู และบนดาดฟ้ายังมีโชว์พิเศษที่น่าตื่นตาตื่นใจอย่าง  Princess Watercolor Fantasy โชว์แสงสีกับน้ำพุที่ยิงขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงกว่าสามสิบฟุต ซึ่งไม่ได้มีในเรือทุกลำ



พอฟ้าเริ่มมืด ได้เวลาเปลี่ยนสระว่ายน้ำบนดาดฟ้าเป็นโรงหนังแล้ว ประทับใจสุดๆ เพราะได้ดูหนังพร้อมดูดาวและชมวิวทะเลไปในตัว

ส่วนด้านในของเรือแฝดนี้ มีโถงกลางหรือที่เรียกว่าเอเทรียม เป็นสไตล์ปิอาซ่า (Piazza) ที่หรูหราแบบสุดๆ ซึ่งอลังการกว้างขวางกว่าเรือลำอื่นๆ เกือบเท่าตัว มองไปทางไหนก็น่าตื่นตาตื่นใจ มีบันไดวนและลิฟต์แก้วให้ขึ้นไปดูวิวภายในเรือแบบพาโนราม่า รอบด้านยังมีเล้าจน์ ร้านอาหาร และคาเฟ่หลายร้าน เช่น อินเทอร์เน็ตคาเฟ่, Vines Bar บาร์ที่ได้ชื่อว่าเป็น Best Wine Bars at Sea โดยหนังสือพิมพ์ USA Today และยังมีโซนช้อปปิ้งให้เลือกซื้อทั้งเสื้อผ้า นาฬิกา และของแบรนด์เนมอื่นๆ ในราคาเท่าดิวตี้ฟรี เท่านั้นยังไม่พอ บางครั้งส่วนเอเทรียมนี้ยังมีการแสดงสนุกๆ มาโชว์ให้ดูแบบใกล้ชิดอีกด้วย


ห้องโถงกลางเรือใหญ่โต อลังการ เหมือนอยู่ในพระราชวังหรูหรา โดยเฉพาะบันไดวนที่เลื่องลือกันว่าสวยงามมาก

ภายในเรือสำราญที่ใหญ่โตลำนี้ แน่นอนว่ามีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เหมือนอยู่ในโรงแรมห้าดาวบนฝั่ง มีสปา ซึ่ง Lotus Spa ของที่นี่น่าใช้บริการมากๆ เพราะได้ชื่อว่าเป็น ‘Best Spa on a Cruise Ship’ โดย Spafinder Wellness 365 เว็บไซต์เชี่ยวชาญด้านสปาชื่อดังระดับโลก ส่วนคนที่เสพติดการออกกำลังกาย ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้เอ็กเซอร์ไซส์ระหว่างเดินทาง บนเรือมีฟิตเนสเซนเตอร์ที่มีอุปกรณ์พร้อม แถมยังมีคลาสเรียกเหงื่อ เช่น โยคะและซุมบ้า อีกด้วย


คนที่ติดการออกกำลังกาย ก็มีฟิตเนสให้ยืดเส้นยืดสาย มีคลาสโยคะด้วย ไม่ต้องแบกอุปกรณ์มา เพราะทางเรือจัดให้พร้อม

ไม่ว่าเราจะอยู่บนเรือ 3-4 วันหรือ 2-3 วีค ก็ไม่มีเบื่อ เพราะมีกิจกรรมสนุกๆ ให้ทำตลอดเวลา และที่ไม่ควรพลาดคือ ลองเข้าไปเสี่ยงโชคในคาสิโนที่มีทั้งสล็อต แบล็คแจ็ค โป้กเกอร์ หรือถ้าอยากหามุมสงบและนั่งอ่านหนังสือ บนเรือก็มีห้องสมุดให้บริการหนังสือมากกว่า 2,000 เล่ม! สำหรับคนชอบความบันเทิง แสง สี เสียง ก็ไม่ต้องกลัวชีวิตไร้สีสัน เพราะบน Royal Princess และ Regal Princess มี Princess Theater โรงละครที่จัดการแสดงตื่นตาให้เราดูหลายโชว์ และมีโชว์ชื่อดังระดับโลกให้ชมแบบเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะบนเรือของ Princess Cruises ด้วย 


อยากลองเล่นคาสิโนมานานแล้ว ตั้งลองกันสักตั้ง! นั่งเล่นกันยาวๆ ไปเลย
 
สำหรับคนที่อยากพากันไปเที่ยวทั้งครอบครัว เรือแฝดสองลำนี้ก็เหมาะมาก เพราะสะดวกสบายมีกิจกรรมที่เหมาะกับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย บ้านไหนที่มีเด็กๆ อายุต่ำกว่า 18 ปี ไม่ต้องกลัวพวกเขาเบื่อเลย เพราะว่าบนเรือมีโซนสำหรับเด็ก และมีของเล่นเตรียมไว้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอเกม มีหนังให้ดู พร้อมอุปกรณ์ทำงานประดิษฐ์และงานศิลปะ พวกเขาจะสนุกกันได้ทั้งวันแน่นอน


ห้องกิจกรรมสำหรับเด็กๆ ดูสนุกไม่แพ้ของผู้ใหญ่ สีสันสดใสแบบนี้เด็กๆ ติดใจไม่ยอมออกไปไหนกันเลยทีเดียว
 
กองทัพต้องเดินด้วยท้อง การท่องเที่ยวก็เช่นกัน ดังนั้นลองไปดูส่วนของร้านอาหารกันบ้าง Royal Princess และ Regal Princess มีห้องอาหารน่าสนใจหลายประเภท และหนึ่งในนั้นคือ Chef’s Table Lumiere ห้องอาหารที่เป็นซิกเนเจอร์ของเรือ ที่นี่พิเศษกว่าที่อื่นตรงที่เปิดโอกาสให้เราได้เข้าไปชมการเตรียมอาหารถึงในครัว พร้อมพูดคุยกับเชฟระดับเวิร์ลดคลาสแบบตัวต่อตัว ก่อนจะไปนั่งชิมอาหารรสเลิศในบรรยากาศหรูหรา ซึ่งเชฟจะปรุงให้เข้ากับรสนิยมของแขกแต่ละคนโดยเฉพาะ เหมาะสำหรับคนที่กำลังมองหาสถานที่ฉลองวันพิเศษ อย่างฮันนีมูนหรือวันครบรอบแต่งงาน หรือจะเลือกโรแมนติกแบบเป็นส่วนตัวที่ระเบียงห้องของตัวเอง ทางเรือก็มีบริการจัด Ultimate Balcony Dining เสิร์ฟอาหารเป็นคอร์สและเครื่องดื่มให้ถึงห้อง พร้อมเซอร์วิสระดับห้าดาว


เดินชมเรือที่ใหญ่ขนาดนี้ ก็ต้องขอนั่งพักเบรกกินกาแฟและขนมกันบ้าง รอบๆ เอเทรียม
มีคาเฟ่เสิร์ฟเครื่องดื่มและอาหารอยู่หลายร้าน เลือกนั่งตามใจชอบได้เลย (พนักงานบริการสุภาพมาก)
 
ส่วนห้องอาหารอื่นๆ บนเรือก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ใครที่ชอบกินอาหารอิตาเลียนแบบแท้ๆ ต้องแวะที่ Sabatini’s ซึ่งหลายเมนูของที่นี่สั่งตรงมาจากมิลาน และจานเด็ดที่ไม่ควรพลาดคือ Manicotti Alla Sorrentina, Costoletta di Vitello alla Milanese เนื้อลูกวัวสับโรยด้วยขนมปังกรอบ, Saltimboca alla Fiorentina เนื้อลูกวัวกับแฮมอิตาเลียน ผักขมและฟองดูชีส หรือถ้าอยากลองกินสเต็กแบบพรีเมียมต้องไปที่ Crown Grill ซึ่งเสิร์ฟซีฟู้ดสดๆ ด้วย การันตีความอร่อยของอาหารที่นี่ด้วยตำแหน่ง Best Cruise Ship Steakhouses


(ซ้าย) ลองชิมสเต็กชิ้นใหญ่ที่ Crown Grill หนานุ่ม ละลายในปาก สมเป็น Best Cruise Ship Steakhouses
(ขวา) Manicotti Alla Sorrentina สไตล์อิตาเลียนจานนี้อร่อยตั้งแต่คำแรกที่ชิมและได้รสชีสแบบเต็มๆ
 
อีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้ Regal Princess และ Royal Princess แตกต่างจากเรือลำอื่น คือ SeaWalk ทางเดินแก้วที่ยื่นออกไปลอยเหนือทะเลในระดับความสูง 128 ฟุต จากน้ำทะเล เมื่อเดินออกไปจะให้ความรู้สึกเหมือนลอยอยู่ท่ามกลางมหาสมุทร ซึ่งเราจะหาประสบการณ์เหนือจินตนาการแบบนี้ได้ยากแน่นอน


(ซ้าย) ถ่าย Seawalk จากมุมด้านนอกให้เห็นกันชัดๆ ว่าสูงแค่ไหน เจ้าหน้าที่บอกว่าสูงจากน้ำทะเล 128 ฟุต!
(ขวา) อีกมุมพิเศษบน Royal Cruises ทางเดินแก้ว Seawalk ที่เดินแล้วเหมือนลอยอยู่กลางทะเล หวาดเสียวมาก! แต่วิวสวย ประทับใจสุดๆ
 
ใครที่อยากสัมผัสประสบการณ์การเดินทางใหม่ๆ ไปพร้อมกับ Regal Princess และ Royal Princess แบบนี้ ติดตามรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Princess Cruises Thailand (Exclusively by Regale International Travel) โทร. 02 635 2450-69 หรืออีเมล gsa@regaleintl.com





More Articles
  • 2016 Travel & Lifestyle Trend

    เกาะติดเทรนด์ท่องเที่ยวและการใช้ชีวิตยุคใหม่ของปี 2016 ที่อ่านจบแล้วจะยิ่งทำให้คุณมั่นใจว่าการแพ็คกระเป๋าเตรียมล่องเรือสำราญเป็นการตัดสินใจที่ทันกระแสสุดๆ 

  • Scenic Alaska

    ไฮไลท์ของอลาสก้าที่ใครไม่แวะไปก็เหมือนมาไม่ถึง คือ กลาเซียร์ เบย์ เนชั่นแนล พาร์ค (Glacier Bay National Park) อุทยานแห่งชาติที่มีธารน้ำแข็งน้อยใหญ่บนพื้นที่ประมาณ 3 ล้านเอเคอร์ 

  • Top 5 Reasons for Cruising

    มีเหตุผลมากมายที่คุณควรจัดกระเป๋าเตรียมลงเรือสำราญไปท่องโลก การเที่ยวด้วยเรือมีดีอย่างไร ทำไมใครๆ จึงนิยมกัน ไปสำรวจ 5 เหตุผลยอดฮิตได้เลย 

  • Royal Experience at the Sea

    เรือแฝด Royal Princess และ Regal Princess ที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในเรือยอดนิยมมากที่สุดของ Princess Cruises และยังมีรางวัลจากสถาบันการท่องเที่ยวต่างๆ เป็นเครื่องการันตีความฮ็อตของเรือ 

  • 8 กิจกรรมห้ามพลาดสำหรับการเดินทางเยือน ‘อลาสก้า’

    นักเดินทางตัวจริงหลายคนยกย่องให้ ‘อลาสก้า’ เป็นดินแดนแห่งความสุดขั้ว เพียงชั่วขณะหนึ่งหลังดื่มด่ำกับสีขาวโพลนของธารน้ำแข็งที่กินอาณาเขตกว้างไกลตา คุณอาจไม่เชื่อสายตาที่ได้เห็นป่าเขาเขียวครึ้มที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายอย่างที่คุณไม่ควรพลาดเมื่อเดินทางเยือนดินแดนแห่งนี้